รีวิว Peppermint แอ็คชั่น โหด ดุ อัดแน่น

ช่วงหลังนี้ฮอลลีวู้ดเน้นสร้างหนังแอ็คชั่น ที่มีผู้หญิงรับบทนำออกมาหลายเรื่องเลย ที่เด่น ๆ ก็มี Salt (2010), Haywire (2011) ,Colombiana (2011),Everly (2014),Atomic Blonde (2017) แล้วเมื่อต้นปีก็เพิ่งมี Red Sparrow (2018) ผ่านตากันไป จนมาถึงเรื่องล่าสุดนี้ Peppermint ที่ผู้สร้างไปดึงเอาอดีตสาวบู๊เจนนิเฟอร์ การ์เนอร์ กลับมาฟิตแอนด์เฟิร์มอีกครั้งในวัย 45 ปี ถ้าย้อนไปดูครั้งล่าสุดที่เธอเคยสวมบทแอ็คชั่นก็ตอนที่เธอรับบทเป็นซูเปอร์ฮีโร่ฝ่ายหญิง Elektra ปี 2005  เป็นสายลับสาวในทีวีซีรีส์ Alias ปี 2001 – 2006 และ The Kingdom (2007)

เจนนิเฟอร์ การ์เนอร์ รับบทเป็นไรลีย์ นอร์ธ เธอเป็นแม่และเมียที่ครอบครัวดูอบอุ่นดี จนกระทั่งสามีไปพัวพันกับกลุ่มเพื่อนที่วางแผนจะฉกเงินของ ดิเอโก้ การ์เซียเจ้าพ่อมาเฟียค้ายาจอมโหด เมือแผนรั่วมือสังหารก็เลยมาตามเก็บ ไรลีย์ ต้องสูญเสียทั้งสามีและลูกสาวไปในคราวเดียวกัน เธอจำหน้ามือสังหารทั้ง 3 ได้ แต่ก็ไม่สามารถพึ่งกฏหมายเอาผิดผู้ต้องสงสัยได้ เพราะทนาย ตำรวจ ผู้พิพากษาก็เป็นคนของดิเอโก้ การ์เซีย ไรลีย์ จึงเลือกที่จะหายสาบสูญไป 5 ปีแล้วกลับมาภาพลักษณ์ของนักฆ่าตามล้างบางแก๊งของดิเอโก้

แม้ว่าหนังแอ็คชั่นที่มีสาวแกร่งในบทนำจะไม่ใช่สินค้าแปลกใหม่ของฮอลลีวู้ดแล้ว แต่ก็พูดได้ว่า Peppermint มาในแนวทางที่แตกต่าง ตรงที่มีจุดขายว่าเน้นแอ็คชั่นกันเต็ม ๆ แบบดุเดือดเลือดพล่าน เป็นหนังที่ใช้เวลา 100 นาที ได้อัดแน่นสะใจคอหนังแอ็คชั่น พูดคุยกันน้อยมากขายฉากแอ็คชั่นกันจุใจ จ่อกบาลยิงกันตั้งแต่เปิดเรื่อง และใช้ประโยชน์ของเรต R ได้คุ้มค่าเพราะฉากต่อสู้ออกมาโหดมาก ทั้งการต่อสู้ด้วยมีด และปืน เป็นหนังที่มีคนตายเยอะมาก แล้วแต่ละรายก็โดนยิงกันแบบเผาขน นอกเหนือจากฉากต่อสู้ ด้านอาวุธก็จัดเต็ม ด้วยอาวุธหนัก ปืนของไรลีย์ แต่ละกระบอกนี่หน้าตาดูมีพิษสงแล้วมาครบทั้งปืนกล ปืนพก ระเบิดมือ สนับมือ มีดพก ฉากระเบิดนี่ก็เล่นใหญ่ ระเบิดอาคารทั้งหลังให้ดูกัน

เจนนิเฟอร์ ในมาด ไรลีย์ นอร์ธ ถ่ายทอดบทนักฆ่าได้ดูแกร่งน่าเกรงขาม ก็ด้วยสรีระของเจนนิเฟอร์ ที่สูงถึง 173 ซม. และประสบการณ์ตอนที่เล่นเป็นสายลับใน Alias 5 ซีซัน ทำให้การมาเล่นบทบู๊จึงไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเธอ จะติดก็ตรงที่ว่าเธอยังไม่สามารถถ่ายทอดสายตาที่ดุดันแข็งกร้าวของนักฆ่าออกมาได้ เพราะเจนนิเฟอร์ มีสายตาที่ดูเศร้า ก็เลยออกไปในแนวนักฆ่าที่มีอดีตอันขมขื่นและมีความอ่อนแออยู่ภายในตลอดเวลา จุดที่น่าชื่นชมคือการเตรียมความพร้อมสำหรับบทนักฆ่าของเจนนิเฟอร์ ที่เธอฟิตหุ่นได้อย่างเป๊ะ เห็นกล้ามแขนชัดเจน พอมาแบกปืนก็ดูคล่องแคล่วทะมัดทะแมง อีกจุดที่ทำให้ Peppermint ดูมีรสชาติเข้มข้นก็คือการสร้างภาพลักษณ์ของดิเอโก้ การ์เซีย ตัวร้ายของเรื่องให้ดูมีความซาดิสม์เป็นทุนเดิม และบรรดาลูกน้องขาโหดอีกหลายสิบ ทำให้ดูเป็นคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ และดูเป็นงานยากสำหรับนางเอกของเรา และการซุกซ่อนสายของดิเอโก้ไว้ในฝั่งตำรวจ ล่อหลอกให้คนดูคาดเดาว่าน่าจะเป็นคนนั้นคนนี้ก่อนจะเฉลยมาในช่วงท้ายให้เซอร์ไพรส์ได้พอควร

บทหนังเป็นฝีมือของ แชด เซ็นต์จอห์น ที่เคยเขียนบท London Has Fallen (2016) บวกกับผู้กำกับปิแอร์ โมเรล ที่เคยมีผลงานบู๊อมตะอย่าง Taken (2008) ที่ส่งให้เลียม นีสัน กลายเป็นพระเอกบู๊ขายดีในวัย 60 อัป ทีมงานล้วนแต่มาจากสายแอ็คชั่นล้วน ๆ จึงไม่แปลกที่ Ppeppermint จะเดินหน้าพะบู๊กันเต็มลูกสูบตั้งแต่เริ่มเรื่อง ไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่จะย้อนไปเล่าว่า ไรลีย์ นอร์ธ หายไปฝึกวิชาที่ไหนมา 5 ปีถึงกลับมาเป็นเครื่องจักรนักฆ่า บทหนังมีความเวอร์พอควร โดยเฉพาะความแกร่งถึกทนของไรลีย์ นอร์ธ แต่ก็อยู่ในมาตรฐานของหนังแอ็คชั่นฮอลลีวู้ด บทไม่ได้มีช่องโหว่จนน่าเกลียด ส่วนอดีต 5 ปีที่หายไปของไรลีย์ นอร์ธ ก็มีแววว่าจะเก็บไว้ขยายในภาค 2 เพราะหนังจบแบบทิ้งท้ายให้สานต่อได้สบาย ๆ

สรุปได้ว่า Peppermint คือหนังแอ็คชั่นพันธุ์ดุ คุยกันน้อยฉากแอ็คชั่นเยอะ ฉากฆ่ากันโหดเลือดสาด สะใจคอหนังแอ็คชั่นแน่นอน บทเวอร์แต่ไม่รั่วจนน่าเกลียด สนุกครับ และแถมท้ายขอชื่นชมคนตั้งชื่อไทยให้หนังว่า “นางฟ้าห่ากระสุน” เป็นชื่อหนังที่สั้นกระชับ อธิบายหน้าหนังได้ชัดเจนดี พ้นจากคำลิเกอย่าง ทมิฬ , พระกาฬ , โลกันตร์ ไปได้เสียที

(Visited 216 times, 1 visits today)

About The Author

You might be interested in

LEAVE YOUR COMMENT

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *