วิจารณ์หนัง The Impossible

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2004 คงไม่มีใครคาดคิดแม้ว่าจะเกิดเหตุโศกนาฏกรรมที่พรากหลากชีวิตและทำลายทุก สิ่งไปภายในช่วงพริบตา มันเป็นเรื่องราวน่าสะเทือนใจที่ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครจะกล้าหยิบจับมันบอก เล่าตรง ๆ

และในที่สุด The Impossible ก็หยิบมันมาเล่าอย่างตรงไปตรงมา ที่สำคัญคือมันพยายามที่จะปรุงแต่งและเจือสีให้เจือจางน้อยที่สุด และผลที่ได้ก็คือภาพยนตร์ที่ทรงพลังเหลือล้นทั้งทางภาพและอารมณ์

บทความนี้เปิดเผยบางส่วนของภาพยนตร์

เรารู้ตั้งแต่แรกว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับภัยพิบัติสึนามิที่เกิดขึ้นทั่ว เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้นภาพช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์นั้นจึงเป็นภาพที่น่าปวดใจยิ่งนัก เราเห็นภาพของครอบครัวธรรมดาที่หาเวลามาพักผ่อนเหมือนครอบครัวอื่น ๆ ที่คิดว่าที่นี่นั้นคือแดนสวรรค์ โดยที่ไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา ฉะนั้นแล้ว เมื่อเราเห็นพวกเขามีความสุขมากแค่ไหน เราผู้ชมก็ยิ่งปวดร้าวมากขึ้นเท่านั้น

สิ่งที่พิเศษอีกอย่างหนึ่งใน The Impossible ก็คือมันเป็นเรื่องราวของภัยพิบัติที่อิงกับความเป็นจริงสูง หรือหากให้พูดในอีกแง่หนึ่งก็คือเนื้อเรื่องของมันเองก็ไม่ได้มีความซับซ้อน หรือเคร่งเครียดแบบหนังฮอลีวู้ดนิยมเท่าไหร่นัก ทั้งนี่ต้องกล่าวว่าเป็นเพราะว่าหนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังจากทางฝั่งอเมริกา ที่มีรสชาติที่หลายคนคุ้นเคย หากแต่มาจากทางสเปนซึ่งก็มีอารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป

แม้ว่าหลายคนอาจจะมองเห็นว่าเรื่องราวไม่หนักแน่นหรือไม่สนุกสนานแบบหนัง ภัยพิบัติเรื่องอื่น แต่ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งเหล่านี้เป็นเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์ของหนังเรื่องนี้ เรื่องราวของผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเราและก็ผ่านไป เรื่องราวที่เราคงไม่มีทางรู้ และแม้จะผ่านไปแล้วมันก็ยังคงติดตัวกับเราไปกับชีวิตและความทรงจำ

แน่นอน เราเชื่อว่า The Impossible พูดถึงความหวังในชีวิตของมนุษย์ แต่เราเคยได้ยินเรื่องเหล่านี้มากมายแค่ไหนกัน ภาพของความหายนะที่วิ่งเข้าหาเราโดยไม่มีทางรู้ตัว และเมื่อเราเอาตัวรอดจากมันได้แล้ว มันคือความปลอดภัยจริงหรือ หรือแท้ที่จริงมันเพิ่งจะเริ่มต้น หลังจากหายนะที่เกิดขึ้นเพราะธรรมชาติจะทิ้งเหลือเพียงแค่ความเงียบงัน อีกด้านหนึ่งความสับสนวุ่นวายก็บังเกิดเพราะอีกหลายชีวิตกำลังพยายามอย่าง เต็มกำลังเพื่อเอาตัวรอด

มีช่วงหนึ่งเรื่องราวเหมือนจะดำเนินไปหนทางของความหวัง ลูคัส เด็กชายได้รับคำขอจากแม่ให้ไปช่วยเหลือคนอื่นเท่าที่จะทำได้ แม้จะเป็นโอกาสหนึ่งในพันที่เขาสามารถทำสำเร็จ แต่วินาทีที่เปี่ยมด้วยความหวังที่เราเชื่อว่าตัวเรานั้นสามารถที่จะทำอะไร ได้ก็ถูกดับลงด้วยคำถามที่ว่าแท้จริงเราทำอะไรไม่ได้เลยหรือเปล่า

ทั้งความหวังและความสิ้นหวังเป็นภาพที่ตัดสลับกันในหนังเรื่องนี้ มันไม่ได้นำเสนอในแง่ใดแง่หนึ่งอย่างสร้างภาพเกินไป เราควรจะเรียกได้ว่ามันเกิดขึ้นไปตามกลไกและความสามารถที่เราจะสามารถทำได้ ในตอนนั้น ภาพของความหวาดกลัวที่เราไม่รู้ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นอีก ภาพของความตายที่หลงเหลือเอาไว้ แต่ในความตายก็มียังมีชีวิต เช่นเดียวกับชีวิตที่มีความตาย ภาพของชายชราผอมแห้งที่พยายามลากหญิงสาวผิวขาวอย่างทุลักทุเลทั้งที่เป็นแผล ที่ขา แต่เมื่อมองไปในแววตาสิ่งที่เรามองเห็นคือความจริงใจที่เปี่ยมล้น และที่สำคัญคือมันไม่จำเป็นต้องบรรยายด้วยคำพูดอะไร หากเพียงแต่ภาพของแววตาของคนสองคนทีจับจ้องด้วยกันนั้นมันก็มีพลังที่มาก เกินเหลือเชื่อ

และตัว The Impossible เองนั้นก็ไม่ได้ต้องการที่จะบีบคั้นให้เรารู้สึกสิ้นหวัง และทีสำคัญมันเองก็ไม่ได้หักหาญน้ำใจของผู้ชม มันไม่ทำร้ายเราด้วยการขยี้ความหวังของเราและบอกเราว่านี่คือโลกแห่งความ จริง กลับกันมันให้เรามองไปยังแสงแห่งความหวังและให้กันไปรอบ ๆ ว่าพื้นที่ที่แสงส่องไปไม่ถึงนั้นมันมืดแค่ไหน

ต้องยอมรับว่าช่วงหลังของเรื่องนั้นอาจไม่ทรงพลังเท่าช่วงแรกที่ทำให้เรา หายใจไม่ทั่วท้อง แต่ในทางกลับกันมันก็ทำให้เราได้เห็นภาพหลายอย่างที่น่าสนใจรวมถึงฉากที่เรา กล่าวไปถึงข้างต้น แม้ว่าสถานการณ์นั้นจะดูวุ่นวายไปบ้าง เพราะมันต้องการที่จะนำพาตัวละครที่แตกกระจายเข้าไว้ด้วยกัน แต่มันก็ไม่ใช่ข้อเสียที่เลวร้ายแต่อย่างใด

หากพูดถึงฉากดี ๆ ของ The Impossible ก็คงมีมากมายนับไม่ถ้วน หากพูดอย่างไม่เป็นกลางแล้วคงสามารถพูดได้ว่าฉากที่ตัวละครหลักในเรื่องนั้น เจอตัวละครคนอื่นเป็นฉากที่มีความน่าสนใจ เพราะในมุมหนึ่งมันคือเรื่องราวที่คนแปลกหน้ามาพบกัน ร่วมมือกันโดยไม่สนใจถึงเชื้อชาติใด ๆ อีกแง่มุมหนึ่งก็คือมันเสน่ห์ของชีวิตที่น่าหลงใหล กับเรื่องราวของคนแปลกหน้าบางคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา ทิ้งบางสิ่งไว้ให้เรา และผ่านไปโดยที่คงไม่มีทางได้พบกันอีก

ในความเห็นส่วนตัวฉากหนึ่งที่ผู้เขียนชื่นชอบคือฉากที่ตัวละครสองคนพบกัน อีกครั้งบนเตียงผู้ป่วย คำพูดประโยคแรกที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมาคงไม่มีใครคิดหรอกว่ามันจะเป็นกำลังใจให้ อีกคนได้มากมายแค่ไหน และหากไร้ซึ่งคำพูดนั้นแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ฉากถัดมาเองก็เป็นอะไรที่น่าสนใจ มันเกิดขึ้นหลังจากคำพูดที่ว่าให้หลับตาลงแล้วนึกถึงแต่สิ่งดี ๆ หากแต่ภาพถัดมาที่เราเห็นคือภาพของตัวละครคนนั้นโดนคลื่นหนักซัดกระหน่ำทำ ให้ทุกอยางหายไปในพริบตา ร่างที่ควบคุมไม่ได้ถูกคลื่นน้ำพัดเหวี่ยงไปทั่ว กิ่งหนามมากมายเฉือนร่างอย่างเจ็บปวด สิ่งแปลกปลอมพันรอบคอจนเกือบเอาไม่ออก และร่างนั้นเองก็ทิ้งดิ่งลงในน้ำลึกที่ดูมืดและสิ้นหวัง หากแต่เหนือผิวน้ำนั้นคือแสงสว่างเรืองรองที่ตัวละครนั้นพยายามที่จะไขว่ คว้ามันเอาไว้ ไม่ต้องอธิบายต่อเราก็รู้ว่ามันเป็นฉากที่แสดงถึงการอยู่รอดและความหวังของ มนุษย์ แม้จะดูเหมือนปรุงแต่งจนเกินพอดีแต่มันก็ได้รับการเบรคเอาไว้ไม่ให้เลยเถิด จนเกินไปด้วยเสียงดนตรีที่ตึงเครียดและกดดันมากกว่าจะเป็นเสียงสรรเสริญแห่งความสุข

(Visited 92 times, 1 visits today)

About The Author

You might be interested in

LEAVE YOUR COMMENT

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *