วิจารณ์หนัง UNDER THE SKIN

ความยากเย็นในการเขียนถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือการที่ UNDER THE SKIN นั้นเล่าเรื่องที่มีคอนเซปสั้นๆ ที่พูดถึงมนุษย์ต่างดาวเพศหญิงตนหนึ่ง ซึ่งกระทั่งดูจนจบเรื่องแล้วผู้ชมก็ยังไม่ทราบว่าชื่อของเธอคืออะไร โดยผู้ที่มารับบทบาทนี้ก็คือดาราซุปเปอร์สตาร์อย่าง สการ์เลต โจแฮนสัน หน้าที่หลักของเธอคือการลงมายังโลกมนุษย์เพื่อหลอกล่อผู้ชายให้ตกเป็นเหยื่อ ซึ่งคาดว่าเธอจับพวกเขาไปเป็นอาหารหรือไม่ก็เพื่อส่งกลับไปยังยานอวกาศเพื่อเหตุผลบางประการ ทว่ายิ่งเธอใช้เวลาอยู่ในร่างของผู้หญิงนานวันขึ้นเท่าไหร่ เธอยิ่ง “สัมผัส” ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวเอง 

หนังสื่อสารกับผู้ชมด้วยท่าทีที่ค่อนข้างหนักหน่วงและชวนเหวอพอสมควร และแน่นอนว่าหนังเรื่องนี้เมื่อเข้าฉายในวงกว้างแล้ว หลายคนที่คาดหวังจะไปดูสการ์เลต กลายเป็นเอเลี่ยนสาวสวยขาโหดที่ต้องไล่จับมนุษย์แบบบ้าคลั่ง อาจจะต้องเกิดอาการหงายเงิบไปตามๆกัน เพราะรูปแบบของหนังเรื่องนี้จะว่าไปก็เป็นหนังทดลอง (Experimental Film) ที่มีการเล่าเรื่องแบบไม่ปะติดปะต่อกัน แต่มีชุดของการเล่าเรื่องที่จะว่าไปแล้วก็มีเส้นเรื่องให้ผู้ชมทำความเข้าใจไปกับเรื่องราวได้เอง ซึ่งความโหดหินของการดูหนังเรื่องนี้ก็คือตัวละคร “สนทนา” กันน้อยมากมากจนเราแทบจะต้องจับตามอง “การกระทำ” ของพวกเขาหรือการสื่อสารในเชิงอวัจนภาษาแทนการรับรู้ทางบทสนทนา 

การถ่ายทอดผ่านสีหน้า แววตา การเคลื่อนไหว ท่าทางของสการ์เลตนั้น ต้องกล่าวได้คำเดียวว่า “สุดยอด” เพราะหนังต้องพึ่งพาทักษะในการแสดงที่แม่นยำ เข้าถึงสภาวะความนึกคิด ซึ่งตัวละครที่สการ์เลตต้องแสดงเป็นเอเลี่ยนที่อาศัย “ผิวหนัง” ของมนุษย์นั้น การถ่ายทอดสภาวะที่เธอต้องค่อยๆเปลี่ยนแปลงตัวเองจากมนุษย์ต่างดาวที่เคยทำหน้าที่ตามล่าหาผู้ชายแล้วจับพวกเขาไปแช่ลงในน้ำ ซึ่งส่วนมากแล้วเหยื่อที่เธอเลือกก็มักจะเป็นหนุ่มโสดที่ติดกับดักหลุมพรางในความ “สวย เซ็กซี่” ของเธอ จนกว่าพวกเขาจะรู้ตัวนั้นก็สายเกินไปแล้ว ก่อนที่จะผันแปรสภาวะทางอารมณ์ไปสู่ความเป็นมนุษย์มากขึ้นไม่ใช่วิธีการแสดงที่ “ง่ายเลย” เพราะเหมือนกับเธอต้องสวมบทเป็นเอเลี่ยนที่พยายามจะเป็นมนุษย์! 

ในช่วงต้นเรื่องนั้นเราจะได้เห็นแต่สการ์เลตพยายามออกล่าตามหาเหยื่อ ซึ่งมีฉากหนึ่งที่ถือได้ว่าค่อนข้างคุกคามและน่าหวาดกลัวมาก (ทั้งที่ฉากดังกล่าวแทบไม่ปรากฏความรุนแรงใดๆเลยก็ตาม) มันเป็นฉากที่เอเลี่ยนสาวตัวนี้เดินไปที่ริมชายทะเล ระหว่างที่เธอกำลังปราดตามองหานักโต้คลื่นอยู่นั้น ด้านซ้ายของจอภาพก็เกิดเหตุการณ์ที่ผู้หญิงคนหนึ่งพยายามจะว่ายน้ำออกไปช่วยหมาของตัวเองที่โดนคลื่นหอบออกทะเลไป ด้วยความทุลักทุเลที่เกิดขึ้นนั้น พฤติกรรมที่เธอทำคือการ “เฝ้ามอง” ว่ามนุษย์นั้นแก้ปัญหาอย่างไร ชั่วครู่อึดใจ สามีของผู้หญิงคนนั้นก็กระโจนลงน้ำตามไปช่วยเธอโดยทิ้งลูกวัย 2 ขวบเอาไว้ที่ชายหาด แต่ดูเหมือนจะไม่ทันเวลา กลายเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องทำให้นักโต้คลื่นรีบว่ายไปช่วยเขา (ซึ่งสภาพคลื่นที่รุนแรงขนาดนั้นเป็นผลทำให้เขาสำลักน้ำจนต้องมานอนเกยที่ชายฝั่ง) ประกอบกับจังหวะที่พอเหมาะพอดี เอเลี่ยนสาวจึงใช้ก้อนหินฟาดที่หัวเขาไปหนึ่งทีแล้วก็ลากเขาออกมา โดยไม่สนใจเหตุการณ์ต่อเนื่องที่กำลังเกิดขึ้นแต่อย่างใด และที่น่าหวาดหวั่นคือหนังก็ตัดภาพหลังจากที่เธอจัดการ “ผู้ชาย” เสร็จแล้ว ด้วยการให้เอเลี่ยนชายในคราบนักซิ่งมอเตอร์ไซต์มาตามเก็บกวาดสถานที่เกิดเหตุ โดยที่เด็กแบเบาะลูกชายของสามีภรรยาที่จมน้ำตายก็ยังถูกปล่อยทิ้งไว้ท่ามกลางความมืดจนเหมือนโอกาสจะรอดชีวิตของเด็กผู้นี้ก็แทบจะเป็นศูนย์เช่นกัน 

แต่แล้วเมื่อหนังเข้าสู่ช่วงท้ายหลังจากที่เอเลี่ยนสาวได้พบเข้ากับชายหนุ่มที่หน้าตาพิกลพิการหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว เธอกลับเริ่มสัมผัสได้ถึง “อะไรบางอย่าง” จนเธอเริ่มพยายามจะทำความเข้าใจกับมนุษย์ “ผู้ชาย” จนกระทั่งเธอได้พบกับชายคนหนึ่งที่พยายามจะช่วยเหลือเธอจากอาการตื่นกลัว (แต่ตัวเอเลี่ยนสาวน่าจะอยู่ในภาวะสับสนมากกว่า) เธอไม่สามารถปรับตัวได้ แต่เมื่อชายหนุ่มผู้ช่วยเหลือเธอคนนี้กลับดู “แตกต่าง” จากผู้ชายคนอื่นที่เหมือนจะดึงดูดเธอก็เพราะความรู้สึกทางเพศเป็นหลัก 

เมื่อเธอพบผู้ชายที่ต่างออกไป เอเลี่ยนสาวก็เหมือนจะสัมผัสได้ถึงความห่วงหาระหว่างกัน และเมื่อถึงจุดที่ทั้งสองพยายามจะมีเพศสัมพันธ์กัน เธอกลับตกใจอย่างถึงขีดสุด เมื่อฝ่ายชายพยายามจะ “สอดใส่” อวัยวะเพศผ่านช่องคลอด จนเธอถึงกับกระโดดไปเอาโคมไฟมาส่อง (ซึ่งเป็นฉากที่ชวนเหวอที่สุดในเรื่องอีกเช่นกัน) ด้วยความตกใจ เธอจึงไม่สามารถคุมสติได้อยู่ จนต้องหนีออกมา

ยิ่งเอเลี่ยนสาวสัมผัสความเป็นมนุษย์ได้มากเพียงใด เธอยิ่งกลับค้นพบว่าด้านที่ “อ่อนโยน” ของมนุษย์เพศหญิงนั้น เป็นรองสภาพของผู้ชาย ซึ่งชะตากรรมที่เธอได้รับหลังจากแสดงถึงความ “เปราะบาง” ออกมาแล้ว เธอก็ได้รับผลตอบแทนที่แสนน่าเศร้าสลดใจ ซึ่งครึ่งเรื่องแรกกลับครึ่งหลังได้สร้างจุดเปรียบเทียบได้ชัดเจนในสภาวะ “ผู้ล่าและผู้ถูกล่า” 

ไม่ว่า Under the Skin จะต้องการพูดถึงสิ่งที่อยู่ใต้ผิวหนังอย่างไรก็ตาม แต่สิ่งที่หนังทำให้เรารู้ก็คือความเป็นมนุษย์นั้นทำให้ สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นเข้าถึง “ความอ่อนแอและหวาดกลัว” ในความไม่แน่นอนของชีวิต

(Visited 85 times, 1 visits today)

About The Author

You might be interested in

LEAVE YOUR COMMENT

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *