วิจารณ์หนัง ปืนใหญ่จอมสลัด

เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วเห็นจะได้ เพราะตอนนั้นหนังเรื่อง 2499 อันธพาลครองเมือง ซึ่งเป็นผลงานชิ้นแรกของคุณอุ๋ยเป็นหนังที่ดังมาก จากนั้นผมก็ติดตามหนังที่คุณอุ๋ยกำกับเรื่อยมา ตั้งแต่ นางนาก, จัน ดารา, อารมณ์ อาถรรพ์ อาฆาต และเรื่องสุดท้าย โอเคเบตง จนมาเรื่องล่าสุด ปืนใหญ่จอมสลัด ข่าวความเคลื่อนไหวของหนังเรื่องนี้ออกมาตั้งแต่เมื่อ 5 ปีที่แล้วหรือประมาณปี 2546 นั่นก็แสดงว่า จุดประกายในการสร้างหนังเรื่องนี้เริ่มต้นคิดพล็อตเรื่องจนถึงถ่ายทำเสร็จจนพวกเราได้ดูกัน นานถึง 5 ปีเลยทีเดียว จนมันทำให้ผมคิดว่า หนังเรื่องนี้มันมีอะไรดีถึงต้องมีการถ่ายทำนานถึงเพียงนี้ ข่าวความเคลื่อนไหวของหนังเรื่องนี้ก็ยังคงออกมาอย่างสม่ำเสมอ จึงทราบว่าหนังเรื่องนี้เป็นโปรเจคท์ใหญ่ที่สุดของคุณอุ๋ย เรียกว่าใหญ่มากก็ว่าได้ เริ่มตั้งแต่หาโลเคชั่นในการถ่ายทำตั้งแต่นครศรีธรรมราชไปจนสุดแหลมมาลายูเลยทีเดียว เรียกว่าหาข้อมูลไม่ให้พลาดเลย ในเรื่องการออกแบบฉากต่างๆ เสื้อผ้า หน้า ผม อาวุธ หมู่บ้าน ฯลฯ ได้ คุณเอก เอี่ยมชื่น นักออกแบบฉากมือหนึ่งของไทยมาเป็นคนช่วยเนรมิต นครลังกาสุกะ นครในตำนานที่มีอายุมากกว่า 400 ปี ให้เป็นภาพที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมา สำหรับบทภาพยตร์ก็ได้นักเขียนมือ 1 ของไทย คือ คุณวินทร์ เลียววาริณ นักเขียน 2 รางวัลซีไรต์ มาช่วยดูแลในเรื่องข้อมูลต่างๆ ของบทหนังเรื่องนี้ให้ สำหรับคุณวินทร์ เลียววาริณ เป็นนักเขียนคุณภาพที่มีความคิดสร้างสรรค์มากมาย งานเขียนจึงมักอัดแน่นด้วยข้อมูล และหักมุมเล็กๆ จึงไม่แปลกใจเลยที่งานเขียนของคุณวินทร์จึงเป็นงานเขียนระดับดีถึงดีมากในทุกๆ ผลงาน กับการโดดลงมาเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องแรก และหลังจากที่หนังเรื่องนี้ถ่ายทำเสร็จแล้ว กลับได้ไปโชว์ศักยภาพความสามารถของภาพยนตร์ไทย ผู้กำกับคนไทย และทีมงานคนไทย สู่สายตาชาวโลกในงานเทศกาลหนังนานาชาติมาแล้วถึง 3 ประเทศด้วยกัน คือ งานภาพยนตร์นานาชาติที่ Venice (65th Venice Film Festival 2008), งานภาพยนตร์นานาชาติที่ Pusan (13th Pusan International Film Festival 2008), งานภาพยนตร์นานาชาติที่ Taipei (44th Taipei Golden Horse Film Festival 2008) ก่อนที่จะมาเปิดตัวในไทยอย่างถาวรในงาน Bangkok International Film Festival 2008 และที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด ผมเพียงแค่อยากจะบอกว่า ข่าวและข้อมูลของหนังเรื่องนี้ที่ออกมา ทำให้ผมคิดว่า หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นหนังสุดยอดแห่งปี เป็นหนังที่ยิ่งใหญ่ เป็นหนังที่นักดูหนังทุกคนรอคอย ประกอบกับนักแสดงดังๆ หลายคนที่เข้ามาร่วมงานในหนังชิ้นนี้แล้ว จึงกล้ารับประกันได้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังคุณภาพแน่นอน แต่พอผมได้เข้าไปดูหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ.. ทำไมผมจึงรู้สึกเฉยๆ กับหนังเรื่องนี้ ผมพายายามหาคำตอบให้ตัวเอง ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าหนังแนวแอ็คชั่นแฟนตาซีประเภทนี้ เคยดูจากภาพยนตร์ต่างประเทศมาก็เยอะแล้ว ถ้าเทียบกับเขาก็ยังคงห่างไกลกันอยู่ ยังไงเราก็คงสู้เขาไม่ได้ แต่ยอมรับอยู่อย่างหนึ่งว่า ฉากทุกฉากดูอลังการงานสร้างยิ่งใหญ่ตระการตาสมกับราคาคุยที่บอกว่าลงทุนไปถึง 200-300 ล้านบาท บวกกับ CG ที่ได้บริษัท บลูแฟรี่ บริษัทที่เคยทำ CG ให้กับหนังดังๆ มาแล้วหลายเรื่องมาทำให้ ในเรื่อง CG ก็เลยดูดียิ่งใหญ่สุดๆ ถ้าเทียบกับหนังไทยด้วยกัน ย้ำนะครับเทียบกับหนังไทยด้วยกัน แต่ที่ผมบอกว่าดูแล้วเฉยๆ ก็อาจจะเป็นที่เนื้อเรื่องมากกว่า เนื้อเรื่องเป็นอะไรที่ไปเรื่อยๆ มาเรียงๆ ไม่มีช่วงไหนที่ดูน่าตื่นเต้นหรือประทับใจเลย บางครั้งฉากตัดไปตัดมาจนไม่ปะติดปะต่อกัน ทำให้งงเล่นด้วยซ้ำ ฉากต่อสู้ก็เหมือนฉากต่อสู้ในหนังประเภทเดียวกันทั่วๆ ไป หนังพยายามเน้นที่ ศาสตร์ที่ชื่อว่า วิชาดูหลำ วิชาที่สามารถสั่ง ฟ้า-ฝน-ลม-ปลา ได้ตามใจฝัน จนมากเกินไป เรียกว่าพยายามเน้นเป็นจุดเด่นของเรืองเลยก็ว่าได้ ถ้าถามว่าสนุกไหม ผมก็ว่า สนุกในระดับหนึ่ง แต่มันยังไม่ถึงที่สุดนะ เหมือนมันโดนกั๊กๆ ไว้ยังไงก็ไม่รู้ นักแสดงแต่ละคนยอมรับเลยว่าเล่นดีมาก แต่ตัวละครทุกตัวดูแล้วไม่มีมิติเลย ขาดเสน่ห์หรือจุดดึงดูดไป ไม่มีจุดไหนที่ทำให้เรารู้สึกร่วมไปกับตัวละครนั้นๆ รัก โกรธแค้น ชิงชัง ขบขัน เหมือนหนังแนวแฟนตาซีบางเรื่อง ที่มีพวกนี้ครบ จะมีพอดูดีหน่อยกับบท ราชีนีฮีเจา รับบทโดย คุณจารุณี สุขสวัสดิ์ ถึงแม้ว่าบทเธอเป็นบทที่ดูแล้วยังไม่มีมิติเหมือนกับบทตัวละครตัวอื่นๆ แต่เธอก็เป็นนักแสดงคุณภาพมากฝีมือ เธอเล่นได้อย่างสง่างามมาก ชุดที่ออกแบบมาให้เธอใส่นั้นสุดยอดทุกชุดจริงๆ สมกับเป็นราชีนีองค์โต แห่งนครลังกาสุกะ ส่วนราชีนีองค์รอง เจ้าหญิงอูงู ที่ได้ขึ้นครองราชย์ในตอนท้าย ก็แสดงได้ดี คู่กับ เจ้าชายปาหัง (เจษฎาภรณ์ ผลดี) เมื่อพูดถึงเจ้าชายปาหังแล้วขอบอกว่าเจ้าชายเราออกฉากมาแค่ 3-4 ฉากเท่านั้น เรียกว่าเป็นตัวประกอบก็คงไม่ผิดเพี้ยน ออกมาคุยกับองค์หญิงอูงู 2-3 คำ ก็ตัดฉากไป, ออกมายิงปืน 1 นัด แล้วก็เก๊กท่ายืนเท่ๆ สักประมาณ 1-2 นาทีก่อนจะตัดฉาก แล้วก็ฉากสุดท้ายตอนสถาปนาองค์หญิงอูงูเป็นราชีนีองค์ต่อไป โดยนั่งอยู่ข้างองค์หญิง นั่งเฉยๆ แค่นี้จริงๆ บทพูดก็มีน้อยมาก แค่ไม่กี่ประโยคเท่านั้น สำหรับบทของเจ้าชายปาหัง (ช่างน่าสงสารจริงๆ) ในบทบองปารีในตอนเด็กก็ดูไม่เหมาะ เด็กชาวเลอะไรจะขาวแล้วอวบปานนั้น อวบเกินไป ตอนแรกคิดว่าคงกินปลามากเกินเพราะหมู่บ้านติดทะเลแต่คิดๆ ไป กินปลามากๆ ก็ไม่ทำให้อ้วน อีกอย่างปารีว่ายน้ำอยู่ทุกวันเหมือนเป็นการออกกำลังกายจึงไม่น่าทำให้อวบปานนั้นได้ แล้วพอปารีโตเป็นหนุ่มอย่างอนันดาแล้ว คนรอบข้างก็ไม่เห็นจะแก่ลงไปเลยสักกะติ๊ด ไม่ว่าจะเป็นลิ่มเคี่ยม, ยะรัง ฯลฯ ในบทของ ยะรัง (เดี่ยว-ชูพงษ์) ก็ออกจะแอ็คชั่นมากเกินไป คนอะไรเก่งถึงเพียงนั้นน่าจะตายหลายรอบแล้วแต่ก็ไม่ตายสักที แล้วบทของยะรังถ้าให้เป็นแค่องครักษ์น่าจะเหมาะกว่าเป็นแม่ทัพเป็นไหนๆ เพราะว่าดูจากตัวหนังแล้ว เดี่ยว ชูพงษ์ ไม่มีพาวเวอร์พอที่จะดูแล้วให้เชื่อว่าเป็นแม่ทัพที่เข้มแข็งได้ ดูแล้วเขายังมีพลังไม่พอที่จะคุมกองทัพมากมายได้ขนาดนั้น ด้วยเสียงอันเล็กและรูปร่างเล็กของเขาจึงทำให้ดูออกมาเช่นนั้น ในบทของ กระเบนขาว-ดำ (สรพงษ์ ชาตรี) ดูยังไงกระเบนดำก็ยังดูไม่น่ากลัวและโหดเหี้ยม ซึ่งไม่ต่างอะไรเลยกับกระเบนขาวที่แสดงเป็นคนๆ เดียวกัน เรียกว่าไม่ต่างกันเลยระหว่างกระเบนขาวและกระเบนดำที่แสดงให้เห็นถึงด้านมืดและด้านสว่างของการฝึกวิชาดูหลำ หนังเรื่องนี้จะดูสนุกหน่อยก็ฉากต่อสู้ในช่วง 20-30 นาทีสุดท้าย เสียตรงที่ว่า กระเบนดำที่ดูแล้วมีความเก่งกล้าสามารถในวิชาดูหลำมากก็ไม่เห็นจะเก่งตรงไหนเลยสักนิด ส่วนเครื่องร่อนที่บินออกมาเป็นฝูงๆ ก็คิดไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่ากองกำลังฝ่ายตรงข้ามที่มีแต่ปืนทั้งนั้น บินไปก็โดนยิงร่วงหมดอยู่ดี แต่ถึงยังไงคนอื่นโดนยิงร่วงหมด แต่ตัวเด่น 2 ตัว (ยะรัง กับ ลิ่มเคียม) ก็จะไม่โดนยิง แล้วก็เป็นไปตามคาดไว้ไม่ผิดจริงๆ สำหรับต้นฉบับของหนังเรื่องนี้ เป็นหนังสือเรื่อง บุหงาปารี เขียนโดยคุณวินทร์ เลียววาริณ ได้ข่าวว่าเป็นหนังสือที่ดีและมีคุณภาพอีกเล่มหนึ่ง ตัวหนัง ปืนใหญ่จอมสลัด ที่สร้างขึ้นมาจากหนังสือเล่มนี้ มีส่วนที่ขาดหายไปเป็นจำนวนมาก เสียดายที่ผมยังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ไม่อย่างนั้นคงจะมีเรื่องให้เขียนหรือเล่าความรู้สึกบอกต่อสู่กันฟังอีกยาวเลยทีเดียว อาจจะมาบอกในเนื้อเรื่องส่วนที่ขาดหายไปให้ได้ อีกเรื่องหนึ่ง ได้ข่าวแว่วๆ มาว่า หนังเรื่องนี้ตอนที่ไปฉายโชว์ที่เมืองนอกนั้นกินเวลาถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง แต่ไหงมาฉายในไทยเหลือเพียงแค่ 2 ชั่วโมงนิดๆ ถ้าเป็นเรื่องจริงดังข่าวลือ ก็แสดงว่าทางค่ายหนังมาตัดต่อหนังใหม่ (มิน่าดูแล้วตัดไปตัดดูไม่ต่อเนื่อง ดูแล้วงงๆ บางช่วงยังไงไม่รู้ บางฉากบางตอนน่าจะมีก็ขาดหายไป) เพราะต้องการรอบฉายที่มากเข้าไว้ จะได้ได้เงินเยอะๆ แต่ถ้าทำอย่างนี้จริงจะเสียอรรถรสในการชมภาพยนตร์อยากมาก แล้วจะเป็นบทเรียนในเรื่องต่อๆไป สำหรับหนังเรื่องนี้ในตอนแรกเห็นบอกว่าจะเป็นหนังไตรภาค หรือสองภาค แต่พอออกมาอย่างนี้แล้วผมคิดว่าน่าจะมีภาคเดียวแล้วครับ สรุป แล้วผมว่าหนังเรื่องนี้ดูเอาเพลินๆได้ครับ ดูสนุกแต่อย่าตั้งความหวังเอาไว้สูงๆ เมื่อดูจากหนังตัวอย่าง เพราะมันไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นทั้งหมด แต่ถึงยังไง ก็ไม่ถึงกับเสียดายเงินเมื่อตีตั๋วเข้าไปดู แม้จะมีการตัดฉากไปมาบ่อยมากก็ไม่ถึงกับทำให้เราไม่รู้ในเนื้อเรื่องโดยรวมทั้งหมด ดูเพลินๆ นะครับดีที่สุด ถ้าไม่รำคาญเสียงคนนอนกรนที่อยู่เก้าอี้ข้างๆ เหมือนรอบที่ผมดูนะครับ

(Visited 112 times, 1 visits today)

About The Author

You might be interested in

LEAVE YOUR COMMENT

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *