รีวิว ครุฑ มหายุทธ์ หิมพานต์ ใครคือผู้ร้ายตัวจริง?

อันที่จริงเราแอบรู้สึกสงสารหนังแอนิเมชั่นฝีมือคนไทย อย่างครุฑ มหายุทธ์ หิมพานต์ อยู่ไม่น้อย เพราะหลังจากที่รับชมหนังเต็มๆแล้ว เราก็เห็นความ “พยายาม” หลายอย่างชัดเจนมาก แต่น่าเสียดายที่ความพยายามเหล่านั้นยังดูไม่ลื่นไหลและไปด้วยกันเป็นเนื้อเดียว จนเราอาจจะกล่าวได้ว่าแอนิเมชั่นเรื่องนี้ค่อนข้างมีความ “ล้น” ไปเสียทุกทาง

เมื่อเรามองไปที่แกนของเรื่องราวในแอนิเมชั่น เรื่องของบทภาพยนตร์ซึ่งเขียนโดย วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง นั้นเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานในการหยิบเอาประวัติศาสตร์ของสมัยอยุธยา ซึ่งเมื่อวิเคราะห์แล้วน่าจะตรงกับยุคสมัยพระเจ้าเอกทัศน์หรือสมัยอยุธยาตอนปลาย เมื่อเราจับคีย์เวิร์ดสำคัญของตัวละครเจ้าพระยาครุฑกลาโหมที่พูดว่า “ห้ามยิงปืนใหญ่ในระหว่างการสู้รบ” ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นครอโยธยาใกล้พ่ายแพ้และเสียกรุงครั้งที่ 2 ให้กับศัตรูอย่างประเทศพม่า แต่ถึงอย่างนั้นรายละเอียดของดินแดนอโยธยาในแอนิเมชั่นเรื่องครุฑฯ ก็เป็นเพียงแค่การหยิบเอาบรรดาเกร็ดประวัติศาสตร์เหล่านั้น เข้ามาผูกกับเรื่องตำนาน ความเชื่อ และแนวคิดเชิงประวัติศาสตร์เท่านั้น

แก่นหลักของหนังเรื่องนี้พยายามพูดถึงเรื่องการปกป้องเผ่าพันธุ์และอาณาจักรของตัวเอง จากการรุกรานของ “ผู้อื่น” ซึ่งในที่นี้ก็คือเผ่าพันธุ์ยักษ์รากษส ที่เร่ร่อน นิสัยดุร้ายป่าเถื่อน และรวบรวมไพร่พลบุกตะลุยตีอาณาจักรเล็ก อาณาจักรน้อย จนพ่ายแพ้ราบคาบ

การแทนสมการเชิงประวิติศาสตร์ไทยกับหนังเรื่องครุฑ เราจึงไม่สามารถเทียบให้ยักษ์รากษกเท่ากับพม่าได้ เมื่อเราพบว่าจริงๆแล้วฉากเกริ่นตำนานของหนังเรื่องนี้ จริงๆแล้ว มันได้เล่าถึงโลกในยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในจินตนาการ เมื่อศูนย์กลางของโลกคือ เขาพระสุเมรุ แวดล้อมด้วย มหานทีสีทันดร อันกว้างใหญ่ไพศาลกินอาณาเขตไปจนเกือบจะถึงสุดขอบโลก ไกลโพ้นออกไปจากนั้นคือ ป่าหิมพานต์ อันเป็นที่อยู่ของบรรดาสิงสาราสัตว์แสนพิสดารทั้งหลาย

มิหนำซ้ำหนังยังกล่าวอีกว่า สมัยแรกนั้นเผ่ากินนร คือผู้ครอบครองดินแดนอโยธยา ก่อนที่ภายหลังเผ่าครุฑจะเข้ามาแย่งชิงอาณาจักรและจับพวกกินนรให้กลายเป็นทาสเพื่อสร้างเมือง หลังจากนั้นพวกกินนรจึงพยายามวางแผนหลบหนีและเดินทางข้ามมหานทีสีทันดรหรือมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ที่ทอดยาวไปจนสุดขอบโลก เพื่อไม่ให้เผ่าพันธุ์ไหนตามมารุกรานอีก

ความน่าสนใจของครุฑจึงอยู่ตรงนี้ครับ เราจะเห็นได้ว่าจริงๆแล้วหนังเรื่องนี้ อันที่จริงไม่ได้มีใครเป็นพระเอกตัวจริง และผู้ร้ายตัวจริง เพียงแค่เราอาจจะได้เห็นมุมมองผ่านสายตาของตัวละครครุฑมากกว่าเผ่าอื่นๆก็แค่นั้นเอง เพราะท้ายที่สุดแล้วแอนิเมชั่นเรื่องนี้พยายามจะกล่าวอยู่กลายๆว่า สุดท้ายบางครั้งศัตรูก็ต้องกลายมาเป็นมิตร บางครั้งเมื่อมีเรื่องของผลประโยชน์ ปากท้องและความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ การเสาะแสวงหาพันธมิตรอาจจะเป็นทางรอดสุดท้ายก็เป็นได้

ในภาพรวมของหนังนั้น เราจะพบว่าจริงๆแอนิเมชั่นเรื่องครุฑ อาจจะเป็นความทะเยอทะยาน ที่ออกจะวุ่นวายเกินไปหน่อย เมื่อหนังที่เต็มไปด้วยรายละเอียดเยอะแยะ พอๆกับการเล่า The Lord of the rings ทั้งสามภาคให้จบภายในเวลา 1 ชั่วโมงนิดๆ มันเลยเป็นแอนิเมชั่นที่ “รวบตึง” และเร่งรีบไปเสียหมดจนคนดูแทบไม่สามารถผูกพันหรือทำความรู้จักกับตัวละครใดตัวละครหนึ่งได้สักเท่าไหร่นั่นเอง

(Visited 218 times, 1 visits today)

About The Author

You might be interested in

LEAVE YOUR COMMENT

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *