รีวิว 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว หนังดีที่สุดของปี จากเบื้องหลังเหตุการณ์ที่ดีที่สุดของคนไทย

จากปรากฏการณ์การวิ่งครั้งประวัติศาสตร์ระยะทางกว่าสองพันกิโลเมตร มีคนอาสามาร่วมขบวนวิ่งนับหมื่น มีคนยืนชะเง้อรอเซลฟี่อีกนับแสน มีผู้ชมทางบ้านนั่งจ้องหน้าจอไลฟ์อีกนับล้าน จนมีเงินระดมบริจาคเข้ามาให้โรงพยาบาลเกินหนึ่งพันสี่ร้อยล้าน!

ทั้งหมดนี้.. เริ่มต้นเพราะคนหนึ่งคน อยู่บนเวที เขาคือศิลปินที่สะกดผู้ชมด้วยเพลงร็อคอันเร่าร้อนทรงพลัง อยู่บนถนน เขาคือนักวิ่งที่ทำสถิติวิ่งข้ามประเทศคนแรกของไทย แต่อยู่บนรถบ้าน เขาคือไอ้หนุ่มร่างผอม ติดกาแฟ ดื้อกับหมอ แถมยังตลกฝืด! ตลอด 55 วันของ “ก้าวคนละก้าว” ทุกเหตุการณ์ ทุกแง่มุม ทุกดราม่า น่าจะถูกเล่าออกสื่อไปหมดแล้ว.. ยกเว้นเรื่องราวจากกล้องตัวนี้ นี่คือภาพยนตร์สารคดีคลุกวงใน ที่จะพาคุณฝ่าฝูงชนไปค้นลึกถึงเบื้องหลังแรงขับของนักร้องน่องเหล็ก พี่ตูน-บอดี้สแลม ผู้แบกฝันฝ่าแดดลุยฝนไล่ตามความเชื่อไปจนถึงแสงสุดท้าย โดยทีมงานสารคดีทีมเดียวที่ตามติดถ่ายทำเข้านอกออกในแบบไม่เคาะประตู (ยกเว้นตอนเข้าห้องน้ำ) บนเส้นทางจากเบตงถึงแม่สาย มาค้นพบแรงบันดาลใจไปพร้อมกัน ทีละก้าว

ต้องบอกความรู้สึกระหว่างดูและดูจบก่อน ว่าอึ้ง มีน้ำตา และภูมิใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 55 วัน ในหนังมาก ๆ

นับเป็นปีทองของหนังสารคดีไทยจริง ๆ เพราะมีหนังสารคดีที่น่าสนใจเข้าติดกันถึง 2 เรื่องเป็นปรากฏการณ์ นับจาก BNK48 Girls Don’t Cry ของ เต๋อ-นวพล มาสู่หนังที่คนไทยทุกคนล้วนสนใจอย่างมากอย่าง 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว ยิ่งเมื่อได้เห็นตัวอย่งหนังปล่อยออกมา ทั้งภาพการวิ่งที่ถ่ายมาได้อย่างสวยงามมาก ๆ เรื่องราวเบื้องหลังบางภาพที่เราไม่มีโอกาสเห็นอย่าง ความทรมานของพี่ตูน บอดี้สแลม หรือ อาทิวราห์ คงมาลัย ที่ร้องอย่างเจ็บปวดบนเตียงต่างมีแพทย์และสต๊าฟรุมทำการกายภาพบำบัดจากความบอบช้ำของการวิ่งติดต่อกัน เชื่อว่าใครที่ติดตามพี่ตูน และโครงการก้าวคนละก้าวมา ย่อมสะเทือนในความรู้สึกมาก ๆ แน่ ๆ เพราะตลอดเวลากว่าสองเดือนนั้น เราเห็นแต่เพียงรอยยิ้มเปื้อนหน้าของพี่ตูนอยู่เสมอเท่านั้นเอง หนังเรื่องนี้ทำให้รู้ว่าทุกอย่างไม่ได้ราบรื่นสวยงาม แต่มันต้องใช้ ความเชื่อ ความบ้า ความกล้า ในการก้าวแต่ละก้าว ตามชื่อหนังจริง ๆ

ใครจะรู้ว่าเบื้อหลังรอยยิ้มเหล่านี้มีอะไรต้องแลกมา

หนังเป็นแนวคิดต่อยอดจาก เก้ง-จิระ มะลิกุล ครั้งที่ร่วมวิ่งกับตูนรอบบางสะพาน-กรุงเทพ ซึ่งแต่เดิมวางไว้ว่าจะนำฟุตเทจในการวิ่งครั้งนั้นมาทำหนังสารคดีสั้น และจะให้ ไก่-ณฐพล บุญประกอบ น้องชายและมือเขียนบทของ หมู-ชยนพ บุญประกอบ ผู้กำกับ SuckSeed ห่วยขั้นเทพ และ เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ ซึ่งกำลังจะเรียนจบด้านการทำสารคดีจากนิวยอร์กมากำกับ โดยครั้งนั้นพี่ตูนก็เห็นด้วย แต่แล้วโปรเจ็กต์เล็ก ๆ ตอนนั้น ก็ถูกล้มโดยพี่ตูนเอง เพราะพี่ตูนบอกว่า “เรามาทำหนังจากการวิ่งใต้สุดสู่เหนือสุดแทนดีกว่า”

เรามาทำหนังจากการวิ่งใต้สุดสู่เหนือสุดแทนดีกว่า

โครงการวิ่งช่วยโรงพยาบาลครั้งที่ 2 ที่ เชื่อ บ้า กล้า วิ่ง จึงเกิดขึ้น จุดหมายคือ ใต้สุดอำเภอเบตงจังหวัดยะลา สู่เหนือสุดอำเภอแม่สายจังหวัดเชียงราย ระยะทางคร่าว ๆ คือ 2,000 กว่ากิโลเมตร พี่ตูนรวมทีมงานขึ้น เป้าหมายในครั้งนี้คือช่วยเหลือโรงพยาบาลใหญ่ในแต่ละภาคที่ประสบปัญหาขาดแคลนงบและอุปกรณ์จำนวน 11 โรง เป้าหมายที่พี่ตูนบอกทีมงานคือ 700 ล้านบาท ด้วยแนวคิดที่ซื่อตรงที่สุดแบบตูน คือ คนไทยมี 70 ล้านคน เขาอยากขอบริจาคคนละ 10 บาทก็เพียงพอแล้ว และนั่นก็ตามมาด้วยการฟอร์มทีมครั้งใหญ่ที่ประกอบไปด้วย ผู้จัดการงาน ทีมสต๊าฟ ทีมนักวิ่งระยะไกล ทีมแพทย์ ทีมโค้ช และทีมถ่ายทำ แต่ถึงจะดูใหญ่อย่างไร คนมากอย่างไร ความเป็นจริงก็คือ พวกเขาเป็นเพียงกลุ่มคนเล็ก ๆ ที่กำลังทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และอาจใหญ่เกินตัวพวกเขาด้วย และในบางแง่มุมมันก็ดูไม่ใช่เรื่องที่นักร้องคนหนึ่งต้องมาลำบากและรับผิดชอบกับผลพวงของการบริหารงานด้านสาธารณสุขของประเทศเลย แต่มันจะสำคัญอะไรเมื่อคำกล่าวของ มากาเร็ต มีด ยังคงจริงอยู่เสมอ

 อย่าได้สงสัยเลยว่าคนธรรมดา ๆ กลุ่มเล็ก ๆ จะเปลี่ยนแปลงโลกได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาคนกลุ่มเล็ก ๆ นั่นล่ะ ที่เปลี่ยนโลกเรามาตลอด

ด้วยวิธีการเล่าเรื่องของ ไก่ และวัตถุดิบชิ้นงาม ๆ อย่างพี่ตูน และทีมงาน รวมถึงคนรอบข้างพี่ตูน มันทำให้หนังเรื่องนี้สวยงามโดยธรรมชาติ เอาเข้าจริงการถ่ายทำ 55 วันติดตามทุกย่างก้าวของพี่ตูน เป็นเรื่องหนักหนาสาหัสไม่แพ้กัน และเอาเข้าจริงไม่อาจคาดเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น โครงการจะสำเร็จไหม พี่ตูนจะตายก่อนถึงจุดหมายอย่างที่หลายคนกังวลหรือเปล่า และเรื่องราวมากมายมหาศาลที่ต้องได้รับการตัดทิ้ง หรือเลือกมาเล่า มันยากที่จะมองมันแบบงานศิลปะ มันคืองานกรรมกรเสียมากกว่า แต่สิ่งที่ผมสัมผัสได้คือ ไก่ จัดเจนในวิธีการของสารคดีมากพอ และไม่น่าเชื่อว่ามันถูกถ่ายทอดได้ทั้งดิบในความรู้สึก สดจริงราวกับอยู่ในความหวั่นไหวภายในบรรยากาศเบื้องหลัง ในขณะเดียวกันมันก็ละเมียดในเชิงปัญญา เชิงปรัชญา ข้อคิด และความสวยงามแห่งชีวิต โดยเฉพาะประกายความหวังในช่วงเวลาอันแสนมืดมน ได้อย่างไม่น่าเชื่อจริง ๆ

ทั้งภาพ การตัดต่อ และที่สำคัญมากจนเรารู้สึกว่ามันคืออีกหนึ่งพระเอกคือ ดนตรี ทั้งดนตรีประกอบ และที่สำคัญเพลงหลาย ๆ เพลงของวงบอดี้สแลม ที่เนื้อหากลับมาตรงเป้าสะท้อนภาพทุกห้วงเวลาได้อย่างทรงพลัง ไม่ว่าจะเพลง แสงสุดท้าย คราม เปราะบาง และเนื้อหาบางท่อนก็สะท้อนซอกมุมแก่นลึกในใจของลูกผู้ชายอย่าง ตูน บอดี้สแลมได้อย่างลึกมากด้วย ในช่วงเวลาที่ใครต่างตั้งคำถามว่านักร้องที่ดังที่สุดในประเทศคนหนึ่งจะมาวิ่งแบบคนบ้าเพื่ออะไร มันก็ถูกอธิบายด้วยเนื้อเพลงเพียงไม่กี่ประโยคเท่านั้นเอง

จากคนร้อยพันที่ยืนใกล้กัน กลับรู้สึกว่าไกลแสนไกล อะไรมันหายไป จากหัวใจของเรา

จริง ๆ หนังสารคดีจะทำยากถ้าเจอคนแบบพี่ตูน คนอย่างพี่ตูน เป็นคนที่ดื้อจากภายใน อ่อนน้อมถ่อมตนสู่ภายนอก เขากล่าวเสมอว่า เขาไม่ใช่ฮีโร่ แม้ความเป็นจริงเขาคือซูเปอร์ฮีโร่ไปแล้วด้วยซ้ำ เขากล่าวว่า ไหวดิวะ เมื่อมีคนถามว่าเป็นไงบ้าง ทั้งที่ภาพบนรถบ้านที่ไม่มีใครได้เห็นคือภาพความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างที่สุดของมนุษย์คนหนึ่ง ทั้งด้านร่างกาย และบางครั้งก็จิตใจ หนังช่วยเผยช่วงเวลาที่พี่ตูนเจ็บปวดจากคนที่เขารักมากที่สุดได้อย่างน่าสะเทือนใจ ผมแทบจะร้องไห้ไปกับฉากระเบิดอารมณ์นี้จริง ๆ และสิ่งที่กล่าวมาตรงนี้ทั้งหมดเพื่อจะบอกว่า พี่ตูน ไม่ใช่คนที่จะเผยความอ่อนแอหรือความไม่เต็มภายในใจออกมาแก่คนภายนอกได้รับรู้ อาจเป็นการยากที่หนังจะทำให้เราเข้าใจพี่ตูนจริง ๆ แต่ ไก่ ก็เก่งมากที่ทำหนังเรื่องนี้ได้ช่วยทำให้เรารู้จักทุกซอกมุมของพี่ตูนได้ดีขึ้น และช่วยตอบคำถามคาใจของหลายคนด้วยว่า เขาทำเพื่อเอาหน้า หรือเปล่า?

คนที่เข้ามาสร้างแง่มุมภายในได้อย่างแจ่มชัดและสร้างความงามขึ้นในหนัง ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณ กบ-ขจรเดช พรมรักษา หรือ มือกลองวงบิ๊กแอส ตลอดจนเป็นนักแต่งเพลงคู่บุญวงบอดี้สแลม ที่กล้าพูดว่าเขาเข้าใจตูนแทบจะสิงร่างกันได้ เขาเป็นคนมองโลกอย่างลึกซึ้งและถ่ายทอดออกมาได้ลึกซึ้งไม่ต่างกัน เขาอาจไม่ได้เป็นส่วนยิ่งใหญ่ในทีมวิ่ง แต่เขาคือส่วนที่สำคัญที่สุดในการเล่าเรื่องที่จะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ใครต่อใครอีกมหาศาล

คำอธิบายของกบ อันหนึ่งเกิดในช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดของหนัง คือช่วงที่พี่ตูนถึงแม่สายและรับประกาศว่าเป็นคนไทยคนแรกที่วิ่งจากใต้สุดสู่เหนือสุดสำเร็จ พี่ตูนเพียงกำหมัดและทำท่าสะใจ ว่า กูทำได้ แต่กบช่วยให้เราเข้าใจและตื้นตันในคำพูดระหว่างบรรทัดนั้น และมันก็ยิ่งใหญ่มากจริง ๆ ผมคงไม่อาจบอกว่ามันคืออะไรแต่อยากให้ไปฟังเองในหนังครับ

หนังไม่ได้มีเพียงเรื่องของการวิ่ง แรงบันดาลใจ เรายังเห็นความรัก ความผูกพัน สายสัมพันธ์ครอบครัว สิ่งที่หล่อหลอมให้ เด็กชายการ์ตูนของพ่อกับแม่ มาสู่ พี่ตูน ของคนทั้งประเทศ ซึ่งก็เป็นอีกด้านที่หนังฉลาดมากในการเลือกมาเล่า เพราะมันทำให้เราเห็นว่าวีรบุรุษไม่ได้เกิดขึ้นจากอากาศธาตุได้ หากแต่คือคนธรรมดา ๆ อย่างเรา ๆ นี่ล่ะ ที่หล่อหลอมจากความรัก ความเชื่อ กำลังใจ เป้าหมาย และความห่วงใยต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เพลงที่พี่ตูนได้อัดกับคุณพ่อในตอนเด็ก ซึ่งเป็นห้วงพิเศษที่เราคงไม่ได้ฟังจากไหนอีกแล้วนอกจากหนังเรื่องนี้ น่าจะเป็นบรรยากาศที่ชัดเจนที่ช่วยให้เรากลับมามองครอบครัวอันเป็นหน่วยพื้นฐานที่สุด บางทีเด็กน้อยในบ้านเราคนนั้น ถ้าเขาได้รับความรักและทัศนคติที่ดีจากผู้ใหญ่ เขาอาจเป็นพี่ตูนคนที่ 2 ที่ 3 ที่จะลุกมาเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้ดีขึ้นก็ได้

คุณพ่อและคุณแม่ของพี่ตูน

และนั่นคงเป็นสิ่งที่พี่ตูนคงอยากบอกกับเรามากที่สุดเรื่องหนึ่ง ว่าไม่ต้องรอพี่ตูนมาช่วย

เพราะเราก็เป็นพี่ตูนได้

ปกติเราจะเชียร์ให้ดูหนังที่ดี ๆ แต่วันนี้ขอเชียร์ให้ดูหนังดีและได้ทำเรื่องดี ๆ เพิ่มด้วยครับ

สุดท้าย การฉายหนังเรื่องนี้ซึ่งจะเปิดให้ชมฟรีกันในเดือนหน้านี้ ทีมของพี่ตูนได้เปรียบมันเหมือนกับ การวิ่งเพื่อโรงพยาบาลครั้งที่ 3 ซึ่งสำคัญไม่ต่างกับการวิ่งครั้ง 1 และ 2 รอบบางสะพาน-กรุงเทพ และรอบเบตง-แม่สาย เลย เป้าหมายในครั้งนี้คือหวังว่าคนไทยจะดูหนัง และเกิดพลังช่วยกันบริจาคเงินเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ให้แก่ อาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งคืออาคารหลังสุดท้ายที่ รัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระราชทานนามให้ ดังนี้แล้วก็ขอให้ทุกคนที่เกิดความเชื่อช่วยกันอีกสักครั้งด้วยครับ เพราะประโยชน์ทั้งหมดก็กลับมาสู่สุขภาพที่ดีของคนไทยทุกคนนั่นเอง (ช่องทางการบริจาคขอลงไว้ท้ายบทความนะครับ)

เกร็ดหนังเพิ่มเติม

เกี่ยวกับพี่ตูน

-พี่ตูน ยังคงต้องเคลียร์งานจนวันสุดท้ายก่อนบินไปเบตง วันสุดท้ายคือการถ่ายเอ็มวี 360 องศา ในเพลง วิชาตัวเบา ที่เพิ่งปล่อยให้ชมเดือนก่อน -พี่ตูนสมมติตัวเลข 700 ล้านขึ้นมา ในการวิ่งครั้งนี้ โดยประมาณว่าคนไทยมี 70 ล้านคน เขาจะขอบริจาค คนละ 10 บาท แต่สรุปสุดท้ายเขาได้เงินไปกว่า 1.4 พันล้านบาท -ในหนังเรื่องนี้เราจะได้เห็นมากกว่าแค่แง่มุมของชายผู้เสียสละและยิ้มแย้ม มีฉากหนึ่งที่พี่ตูนระเบิดอารมณ์เพราะเหตุการณ์บางอย่างด้วย -เรายังจะได้ฟังเทปเพลงที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน ในสมัยที่ตูนร้องกับพ่อตอนยังเด็กมาก

วันสุดท้ายยังคงทำงาน

เกี่ยวกับผู้กำกับ ไก่-ณฐพล

-เป็นผลงานการกำกับหนังยาวครั้งแรกของ ไก่-ณฐพล บุญประกอบ – ไก่ ยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง อินโฟกราฟิกฮิตช่วงน้ำท่วมปี 2554 อย่าง “รู้สู้ฟลัด” ด้วย – ในวันที่หนัง 2,215 เริ่มโปรโมทวันแรก เต๋อ-นวพล ที่ยังโปรโมทหนัง BNK48 Girls Don’t Cry ได้โพสต์แสดงความยินดีกับไก่ โดยบอกว่า เห็นมั้ยว่าตลาดหนังสารคดีมันเกิดขึ้นได้จริง ๆ – ทั้งนี้นอกจากว่าเต๋อกับไก่สนิทกันมาแต่เดิม เต๋อยังรู้ด้วยว่าไก่จริงจังกับการทำสารคดีมาก เพราะ ไก่ ลงทุนเดินทางไปเรียนต่อที่อเมริกาในสาขา Social Documentary Film ที่ School of Visual Arts เมืองนิวยอร์ก – ผลงานในตอนเรียนคือสารคดีสั้น Alex ได้เข้ารอบ shortlist ในเวที BAFTA Student Film Award ที่อังกฤษ – กลับมาเขายังทำกลุ่ม “Young จะทำ” รวมคนรุ่นใหม่ที่จะใช้หนังสารคดีเปลี่ยนสังคม

คุ้นหน้ากันมั้ย เขายังรับเชิญเล่นเป็นตัวประกอบในหนัง ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ ด้วย

เกี่ยวกับทีมงานถ่ายทำสารคดี

ตากล้องหลักที่จะได้ยินพี่ตูนเรียกตลอด ว่า เอ็ม คือ เอ็ม-ยศวัศ สิทธิวงค์ ศิลปินคนแรกที่สแตมป์ปั้นกับค่ายของตัวเอง คนต่อมาคือผู้ช่วยผู้กำกับอาชีพอย่าง เยเมนส์ ที่ทำหน้าที่ขับรถจนล้มไปหนึ่งครั้งโดยชนกับรถไลฟ์สด และทำหน้าที่บันทึกเสียงด้วย คนสุดท้ายคือ มอส จบทำสิ่งพิมพ์แต่ถูกดึงมาช่วยทำรีพอร์ทโหลดไฟล์ของไก่กับเอ็มส่งห้องตัดที่กรุงเทพ แม้ไม่ได้จบทำหนังแต่ด้วยความจำดีและความอึดสูงเลยเหมาะกับงานที่รายละเอียดเหตุการณ์เยอะแบบนี้ ไก่ เรียกมอสว่า หุ่นยนต์ ด้วยความอึดและความจำดีเหนือมนุษย์ และเขาคือคนเดียวของทีมถ่ายที่นอนในรถตู้เพื่อโหลดไฟล์ตลอด 55 วัน ไม่เคยได้นอนโรงแรมเลย และสามารถจำรายละเอียดของฟุตเทจทั้งหมดได้ถูกต้องเกือบ ๆ 90% มีฟุตเทจของหนังรวมกันยาวกว่า 271.7 ชั่วโมง คิดเป็นขนาดไฟล์รวมถึง 16 TB ทีเดียว

เกี่ยวกับการฉายหนังเรื่องนี้

-หนังจัดฉายตั้งแต่วันที่ 6-16 กันยายน นี้ มีช่องทางการรับชมหลายช่องทางคือ

ชมฟรี ในโรงภาพยนตร์เครือ Major Cineplex และ SF Cinemas วันที่ 6 – 16 กันยายน ซื้อบัตรชมในราคาต้นทุนโรงภาพยนตร์ 50 – 90 บาท ในเครือ Major Cineplex และ SF Cinemas ตั้งแต่ 6 กันยายนเป็นต้นไป กิจกรรมพิเศษ ดูหนังฟรี 14 – 16 กันยายนนี้ สนับสนุนโดย คิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย ที่สนามกีฬาแห่งชาติ อาคารกีฬานิมิบุตร หน่วยงานใดที่สนใจจะเหมารอบเพื่อดูกันเป็นกลุ่ม โดยสามารถติดต่อผ่านทางโรงภาพยนตร์โดยตรงได้ พี่ตูนได้ฝากว่ายินดีมากถ้ามีใครอยากจะเอาตัวหนังไปฉายในโรงเรียนหรือหน่วยงานต่าง ๆ และรอบฉายในต่างประเทศNew York City (Auditorium No.8, Union square stadium 14, 850 Broadway, New York, NY 10003) ในวันที่ 9 กันยายน 2018 (Show time: 2 PM.)

(Visited 46 times, 1 visits today)

About The Author

You might be interested in

LEAVE YOUR COMMENT

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *