“The Irishman” การเดินทางของแก๊งสเตอร์คนสุดท้าย

เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังเหมือนกันนะครับที่ The Irishman หนังเรื่องล่าสุดของ มาร์ติน สกอร์เซซี ผู้กำกับรุ่นลายครามไม่ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์อย่างที่ควรจะเป็น แต่ไปลงในแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอย่าง Netflix แทน ถ้าจำไม่ผิดปีที่แล้วก็มีหนังที่คล้ายๆ กันแบบนี้ (หมายถึงเป็นหนังที่ทำมาสำหรับชมในโรงภาพยนตร์แต่มาลงที่แพลตฟอร์มออนไลน์) อย่าง Roma ของ อัลฟอนโซ กัวร็อง เหมือนกันครับ แต่กรณีของ Roma ยังดีหน่อยที่ยังได้ฉายในโรงบ้าง แต่สำหรับ The Irishman นี่น่าจะยากครับเพราะหนังมีความยาวสามชั่วโมงกว่า และคงไม่มีโรงไหนกล้าเสียรอบฉายให้หนังเรื่องนี้ลงโรงเป็นแน่ (เอาจริงๆ ผมเชื่อว่าถ้าเป็นอย่างนั้น สกอร์เซซี ก็น่าจะตัดให้เหลือสักสองชั่วโมงนิดๆ ได้อยู่ดีนั่นแหละ)

ประเด็นนี้กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่น่าจับตามองขึ้นทุกทีและทุกปีนะครับ อยู่ๆ หนังที่ควรจะได้รับชมในสถานที่อันเหมาะสมอย่างโรงภาพยนตร์กลับมาอยู่ในแพลตฟอร์มที่, อย่างแย่ที่สุดดูผ่านสมาร์ทโฟนก็ยังได้เฉยเลย (แต่ไม่แนะนำนะครับ) เร็วๆ นี้ สกอร์เซซี เองก็เพิ่งออกมาวิพากษ์วิจารณ์วัฒนธรรมการดูหนังที่เปลี่ยนไป และถูกแทนที่ด้วยวัฒนธรรมการดูหนังแบบฉาบฉวยอันมาจากความสำเร็จของหนังซูเปอร์ฮีโร่ ซึ่งผมอ่านที่ สกอร์เซซี แกว่าไว้ก็เห็นด้วยทุกประการครับ แต่ไอ้เราก็ดันเป็นคนดูหนังฮีโร่ซะด้วย แถมดูเยอะอยู่เหมือนกัน ก็เลยได้แต่อ่านไปกระพริบตาปริบๆ ไป

คนอื่นเป็นยังไงผมไม่รู้นะครับ แต่ผมไม่คิดว่าตัวเองจะหลงใหลไปกับหนังซูเปอร์ฮีโร่ขนาดนั้น ดูเพื่อความบันเทิงเท่านั้น (สำหรับผมนี่อาจจะเพิ่มเรื่องดูเพื่อเอามาเขียนต้นฉบับด้วยอีกประการหนึ่ง) แต่สุดท้ายหนังซูเปอร์ฮีโร่ก็ไม่ใกล้เคียงกับการเป็นหนังที่มีคุณค่า ให้ความอิ่มเอมใจ ให้ผู้ชมได้ใคร่ครวญพิจารณา หรือแม้แต่พาผู้ชมไปอีกระดับหนึ่งแบบที่หนังที่ดีควรจะเป็น อันนี้ผมพูดถึงหนังซูเปอร์ฮีโร่แบบรวมๆ นะครับ (ไอ้ที่ดีมันก็มี)ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ The Irishman ไม่ได้ฉายในโรงภาพยนตร์ แต่ในดีมีเสีย ในเสียก็ย่อมมีเรื่องดีครับ เพราะถ้าไม่ใช่สตรีมมิ่งแพลตฟอร์มอย่าง Netflix มาออกเงินให้ ก็คงไม่มีสตูดิโอไหนกล้าควัก 150 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐฯ ให้ลุงแกทำหนังเรื่องนี้เหมือนกัน และถ้าไม่มีโปรเจกต์นี้ เราก็คงไม่ได้ดูหนังแก๊งสเตอร์มาเฟีย ยี่ห้อ สกอร์เซซี อีก เพราะฉะนั้น อาจจะเสียอรรถรสไปบ้างแต่แลกกับได้ดู The Irishman ผมว่าก็โอเคอยู่ดี สำหรับคนที่ไม่คุ้น ไม่รู้จักกับหนังของ สกอร์เซซี (หรือแม้แต่โตไม่ทันดูหนังแก) นะครับ มาร์ติน สกอร์เซซี นี่เป็นผู้กำกับระดับบรมครูไม่กี่คนที่ยังหลงเหลืออยู่ แกทำหนังดีๆ หลายต่อเรื่องครับ อาทิ Taxi Driver, Raging Bull, The King of Comedy, Cape Fear, The Aviator, Shutter Island, Hugo, The Wolf of Wall Street, Silence แถมยังทำสร้างที่เกี่ยวกับมาเฟีย แก๊งสเตอร์ ตำรวจ ไว้อีกหลายเรื่องอาทิ Goodfellas, Casino, Gangs of New York, The Departed หนังส่วนใหญ่ (หรือทั้งหมด) เป็นหนังที่ดีทั้งนั้น เรียกว่าเป็นคนทำหนังที่เล่าเรื่องความรุนแรงและความเป็นมนุษย์ได้อย่างละเอียดลออลึกซึ้งคนหนึ่ง หนังเล่าเรื่องชีวิตกว่าห้าสิบปีของ แฟรงค์ เชียแรน (โรเบิร์ต เดอ นีโร) มาเฟียชาวไอริชที่รอดชีวิตจากสงครามเข้ามาทำมาหากินในแผ่นดินอเมริกา ไต่เต้าจากคนขับรถส่งเนื้อแช่แข็ง ไปสู่การเป็นมือขวาของมาเฟียตัวพ่ออย่าง รัสเซล บัฟฟาลิโน (โจ เพสซี) ทำงานกับผู้นำสหภาพแรงงานคนสำคัญในประวัติศาสตร์อเมริกาอย่าง จิมมี่ ฮอฟฟา (อัล ปาชิโน) ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำเขตแรงงานคนสำคัญ ผ่านร้อนผ่านหนาวอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของเหล่ามาเฟียต่างๆ นานา ทำงาน “ทาสีบ้าน” ให้กับมิตรสหายด้วยความซื่อสัตย์ มีศักดิ์ศรี ยึดมั่นในคำสัญญา และแลกมาด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่จะต้องเผชิญหน้ากับความรวดร้าวสาหัสจากครอบครัวอันเป็นสิ่งเดียวที่เขาต่อสู้และอุทิศตนให้มาตลอด ใน The Irishman แฟรงค์ เชียแรน จึง (น่าจะ) เป็นแก๊งสเตอร์ คนสุดท้าย (คนอื่นไปนอนคุยกับรากอะโวคาโดกันหมดแล้ว) และเรื่องราวทั้งหมดไม่ว่ามันจะสร้างบาดแผลให้ใคร ทำให้ใครต่อใคร, รวมทั้งคนที่เขารักมากที่สุด, ต้องเจ็บปวดเกลียดชังสักแค่ไหน แฟรงค์ ก็ทำได้แค่ยอมรับมัน และอธิบายได้แค่ว่า “มันต้องเป็นอย่างที่มันเป็น” และเขาจึงต้อง “ทำอย่างที่ควรต้องทำ” เท่านั้น บางทีคนเราก็ไม่ได้มีทางเลือกในชีวิตมากนักหรอกครับ

อันนี้เป็นเรื่องคร่าวๆ นะครับ เพราะจริงๆ ในความยาวมากของ The Irishman นั้นมีพล็อตหลัก พล็อตรองอะไรต่อมิอะไรอยู่เต็มไปหมด อยากให้ไปลองดูกันเอาเอง

เพราะคงไม่มีอีกแล้วล่ะครับที่นักแสดงรุ่นลายครามอย่าง โรเบิร์ต เดอ นีโร, โจ เพสซี, อัล ปาชิโน, ฮาร์วีย์ ไคเทล จะมารวมตัวในหนังเรื่องเดียวกัน ที่มาได้เพราะข้อเข่ากระดูกกระเดี้ยวยังดี กับเพราะบารมี สกอร์เซซี ล้วนๆ ครับ เพราะ สกอร์เซซี จะว่าไปก็น่าจะเปรียบได้ว่าเป็น “แก๊งสเตอร์คนสุดท้ายของวงการนักสร้างหนัง” ไม่ต่างอะไรกับตัวละครอย่าง แฟรงค์ เชียแรน นั่นเอง

(Visited 44 times, 1 visits today)

About The Author

You might be interested in

LEAVE YOUR COMMENT

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *