วิจารณ์หนัง BATMAN V SUPERMAN: DAWN OF JUSTICE (ความไม่สมบรูณ์แบบของฮีโร่)

จะว่าไปแล้วการเริ่มต้นเอาบรรดาซูเปอร์ฮีโร่จากฝั่งดีซีมาแท็คทีมรวมตัวกันนั้น ก็เพราะว่าทางสตูดิโออย่างวอร์เนอร์บราเทอร์ที่ถือสิทธิของดีซีคอมมิกส์นั้น ตามหลังสตูดิโออย่างมาร์เวลหลายช่วงตัว ตอนนี้การพยายามสร้างแบรนด์ซูเปอร์ฮีโร่ให้กลายเป็นแฟรนชายส์ที่มีความเชื่อมโยงกันนั้น เรียกได้ว่าเป็นช่วงกำลังตั้งไข่อย่างเห็นได้ชัดตามที่ได้ปรากฏอยู่ในหนังเรื่อง BATMAN V SUPERMAN: DAWN OF JUSTICE

สิ่งที่ถูกเล่าในจักรวาลดีซีคอมมิกซ์ชุดนี้ถูกเชื่อมโยงและสานต่อมาจาก Man of Steel อันบอกเล่าเรื่องราวของการกำเนิดซูเปอร์แมนบุรุษเหล็กแห่งดาวคริปตอนและหลังจากการปะทะกันครั้งใหญ่ระหว่างซูเปอร์แมนและนายพลซอร์ดจนเมืองเมโทรโพลิสพังพินาศ (รวมไปถึงส่วนอื่นๆของโลกด้วย) ทำให้มวลชนเกิดการตั้งคำถามถึงหน้าที่และสิทธิของซูเปอร์แมน อันนำมาเป็นชนวนเหตุความขัดแย้งของหนังภาคนี้โดยที่อัศวินแห่งรัตติกาลอย่างแบทแมนนั้นก็รู้สึกไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของซูเปอร์แมนเช่นกัน 

เบี้ยบ้ายรายทางของหนัง BATMAN V SUPERMAN: DAWN OF JUSTICE พยายามจะเผยให้เราเห็นถึงอดีตของแบทแมน (ที่ยกเครื่องใหม่แต่ก็ยังไม่ได้บิดอะไรให้แตกต่างไปจากไตรภาค The Dark Knight ของคริสโตเฟอร์ โนแลน) ความเข้าใจของผู้ชมต่อบุรุษแห่งรัตติกาลนั้นยังเป็นเช่นเดิมว่าเขาเป็นมหาเศรษฐีที่สูญเสียพ่อและแม่ไปตั้งแต่เด็ก ทว่าทางฝั่งของตัวละครอีกตัวที่มีบทบาทสำคัญต่อเรื่องแต่กลับไม่ได้รับการขยายความอย่างเป็นชิ้นเป็นอันนักก็คือ เล็กซ์ ลูธอร์ คู่ปรับตัวฉกาจของซูเปอร์แมนตลอดกาล ซึ่งแม้ตัวหนังจะพยายามขยายความว่าตัวละครนี้เป็นคนที่มีบุคลิกอย่างไร แต่มันก็ขาดเหตุผลที่ว่าแล้วทำไมเล็กซ์ถึงจงเกลียดจงชังซูเปอร์แมนขนาดนั้น และทำไมเขาต้องลงทุนทำอะไรร้ายกาจขนาดนั้น เพื่ออะไรนอกจากเกลียดขี้หน้าสองฮีโร่ หนังก็ไม่ได้มีการชี้ชัดให้รายละเอียดที่จะทำให้คนดูเชื่อได้อย่างสนิทใจ ยกเว้นแต่เสียว่าเราจะเอาตรรกะจากคอมมิกส์ที่ว่า เล็กซ์ ลูธอร์เป็นตัวร้าย ก็เลยต้องร้าย… (ถ้านั่นจะช่วยให้หลายคนสบายใจขึ้นน่ะนะ) 

การตัดต่อของหนังก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่ทำให้คนดูรู้สึกไม่ปะติดปะต่อกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ตัวหนังไม่ได้ร้อยเรียงเรื่องราวอย่างเป็นขั้นเป็นตอน หลายฉากมีความเยิ่นเย้อ หลายฉากก็สั้นจนเกินไป ฉากความฝัน นิมิตต่างๆของตัวละคร รวมไปถึงฉากตุ้งแช่ ความพยายามจะใส่มุขตลก (แต่ไม่ขำ) ที่ใส่เข้ามาอย่างดูหลุดธีมของหนังไปโดยปริยาย อันที่จริงถ้าตัวผู้กำกับอย่าง แซค ชไนเดอร์ เลือกไปเลยว่าจะคุมโทนของหนังให้ออกมาตึงเครียด มันอาจจะไม่สะเปะสะปะอย่างที่เป็นอยู่ก็ได้ 

อีกหนึ่งสิ่งที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าในหนังซูเปอร์ฮีโร่นั้น ไม่ว่าบทสรุปของเรื่องตัวละครจะตายหรือไม่ตาย ฮีโร่คนไหนจะโผล่มาบ้าง การที่คนดูรู้ล่วงหน้าต่อไปอีกแล้วว่ายังไงก็จะมีการสร้างภาคต่ออย่างหนัง The Justice League Part One ในปี 2017 ซึ่งเป็นการรวมบรรดาซูเปอร์ฮีโร่ของฝั่งดีซี เท่ากับตัวหนังก็สปอยล์ตัวเองไปโดยปริยายอยู่แล้วว่า ใครจะกลับมารวมทีมกันบ้าง ยิ่งทำให้เซอร์ไพรส์ที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ลดลงไปโดยพลัน และส่งผลกระทบให้ไคลแมกซ์การปะทะกันระหว่างทรินิตี้ (แบทแมน-ซูเปอร์แมน-วันเดอร์วูแมน) กับดูมส์เดย์กลายเป็นฉากแอ็คชั่นภาคบังคับที่ใส่เข้ามาโดยขาดการดึงอารมณ์ร่วมในการทำให้คนดูอยากจะลุ้นให้พวกเขาเอาชนะได้ ทั้งที่จริงนั้นในเวอร์ชั่นคอมมิกส์ ดูมส์เดย์ถือเป็นมอนสเตอร์ตัวหนึ่งที่ร้ายกาจและมีอิทธิฤทธิ์ที่ไม่เบาเลย 

แม้จะไม่ได้ตั้งความหวังกับ BATMAN V SUPERMAN: DAWN OF JUSTICE เท่าไหร่นัก แต่เราก็อดไม่ได้จริงๆที่รู้สึกว่าตัวหนังควรจะสนุกกว่านี้ ควรจะลุ่มลึกและสามารถเชื่อมโยงนำเสนอสิ่งที่หนังพยายามจะนำเสนอประเด็น “สิทธิอันชอบธรรมของซูเปอร์ฮีโร่” เพราะสิ่งที่ปรากฏอยู่ในหนังตอนนี้ดูกระจัดกระจาย ห่วงอนาคตของแฟรนชายส์มากกว่าจะเล่า “ปัจจุบัน” ให้คนดูอยากติดตาม

(Visited 135 times, 1 visits today)

About The Author

You might be interested in

LEAVE YOUR COMMENT

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *